ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa L.

ลักษณะของขมิ้นชัน เหง้ารูปไข่ มีแง่งแขนงรูปทรงกระบอก หรือคล้ายนิ้วมือ ตรงหรือโค้งเล็กน้อย ยาว 4-7 เซนติเมตร กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1-1.8 เซนติเมตร ปลายทั้งสองข้างตัด สีภายนอกสีน้ำตาลถึงเหลืองเข้มๆ มีรอยย่นๆตามความยาวของแง่ง มีวงแหวนตามขวาง (leaf scars) บางทีมีแขนงเป็นปุ่มเล็กๆสั้นๆ หรือเห็นเป็นรอยแผลเป็นวงกลมที่ปุ่มนั้นถูกหักออกไป ผิวนอกสีเหลืองถึงสีเหลืองน้ำตาล สีภายในสีเหลืองเข้มหรือสีส้มปนน้ำตาล เป็นมัน แข็งและเหนียว เมื่อบดเป็นผงมีสีเหลืองทองหรือสีเหลืองส้มปนน้ำตาล กลิ่นหอมเฉพาะตัว รสขม ฝาดเฝื่อนเผ็ดเล็กน้อยไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปีสูง30-90เซนติเมตรเหง้าใต้ดินรูปไข่มีกิ้งก้านทรงกระบอกแตกออกข้างๆ2ด้านตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้มมีกลิ่นเฉพาะใบคนเดียวแทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบหอกกว้าง12-15เซนติเมตรยาว30-40เซนติเมตรดอกช่อแทงออกมาจากเหง้าแทรกขึ้นมาระหว่า งก้านใบทรงกระบอกกลีบสีเหลืองอ่อนใบเสริม แต่งสีเขียวอ่อน หรือ สีนวลบานทีละ3-4ดอกผลรูปกลมมี3พู

สรรพคุณของประโยชน์ขมิ้นชัน ช่วยขับนมของแม่ข้างหลังคลอดลูก ขมิ้นชันอาจมีหน้าที่ช่วยคุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งอาทิเช่นโรคมะเร็งไส้โรคมะเร็งปากมดลูก ช่วยลดลักษณะโรคโรคเกาต์ มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง ช่วยกำจัดพิษออกมาจากร่างกาย ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานให้ผิวหนังมีร่างกายแข็งแรงแข็งแรง ขมิ้นมีสารต้านทานอนุมูลอิสระซึ่งช่วยสำหรับในการชะลอวัยแล้วก็ชะลอการเกิดริ้วรอย ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยทุเลาลักษณะของโรคโรคเบาหวาน ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลภายในร่างกายได้ ตำรายาไทยใช้เหง้ารักษาโรคผิวหนังผื่นคัน โดยทำเป็นผงผสมน้ำหรือเหง้าสด ฝนทาน้ำ มีรายงานว่าพบน้ำมันหอมระเหยและสาร curcumin ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อหนองได้ดี จากการทดลองทารักษาโรคผิวหนังพุพองในเด็กพบว่าให้ผลเท่ายาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ยังใช้เหง้ารักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อและแผลในกระเพาะอาหาร โดยใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ฤทธิ์แก้ท้องอืดน่าจะเกิดน้ำมันหอมระเหย ส่วนการเพิ่มน้ำย่อยและขับน้ำดีเกิดจาก ฤทธิ์ของ curcumin และ p-tolylcarbinol ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น อาการจุกเสียดลดลง curcumin ยังสามารถยับยั้งการเกิดก๊าซที่สร้างโดยเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย (Escherichia coli) แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งเมือกในทางเดินอาหาร จึงใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ แต่มีข้อควรระวังคือ curcumin ในขนาดที่สูงกว่าขนาดรักษา 2 เท่า ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้