มังตาน มีสรรพคุณอะไรบ้างประโยชน์ของมังตาน

มังตาน เป็นชื่อไม้ต้นชนิด Schima wallichii Korth. ในวงศ์ Theaceae เปลือกชั้นในทำให้ระคายผิวหนังทำให้เป็นเม็ดผื่นคัน ใช้เบื่อปลาได้ ชื่ออื่น ๆ เช่น ทะโล้, ส่วนปักษ์ใต้เรียก พันตัน, พายัพเรียก มังกะตาน สารภีดอย คายโซ่ หรือกะโซ้, กะเหรี่ยงเชียงใหม่เรียก เต่อครื่อยสะ, กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียก เส่ยือสะ, ละโว้เรียก ลำโคระ ลำพิโย๊วะ หรือลำคิโยะ, และขมุเรียก ตุ๊ดตรุ ปัจจุบัน มังตานมีจำนวนลดลงเนื่องจากพื้นที่ป่าถูกรุกราน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของมังตาน

ต้นของมังตาน เป็นสายพันธุ์ที่หายากมาก เพราะป่าถูกรุกล้ำเข้าไป เป็นไม้ยืนต้นยืนต้น พืชที่มีขนาดตั้งแต่ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 15–26 เมตร รอบลำต้นประมาณ 1.5 เมตร และมีทรงพุ่มกลมหนาแน่น ลำต้นตรง. เปลือกนอกมีลักษณะหยาบและมักมีรอยแยกตามยาว สีน้ำตาลอมเทาอ่อน เปลือกชั้นในเป็นสีน้ำตาลแดง เสี้ยนสีขาวละเอียดทำให้ผิวระคายเคือง เมล็ดและตอนกิ่งใช้สำหรับการขยายพันธุ์ มันเติบโตในดินร่วนปน ต้องการความชื้นปานกลางและแสงแดด ป่าไม้ครอบคลุมพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ของประเทศ พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ระดับความสูง 2,000 เมตรในป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา และในป่าเบญจพรรณทั่วไปตามภูเขาที่ระดับความสูงประมาณ 600 เมตร

ใบของมังตาน ใบเดี่ยวจะเรียงสลับกันที่ปลายกิ่ง ใบมีรูปใบหอก ขอบขนาน ปลายแหลมที่โคน และขอบใบหยักเป็นหยักหรือหยักเป็นบางครั้งบางคราว ความกว้างประมาณสองถึงห้าและครึ่งถึงห้าและครึ่งเซนติเมตร ด้านหลังใบมีสีเขียวเข้ม ยาวประมาณ 4.5-13 ซม. ขนจะเบาบางที่ด้านล่างของใบและเส้นกลาง เส้นใบมองเห็นได้ชัดเจนเป็นตาข่าย เส้นใบแต่ละข้างจะมีเส้นประมาณ 10-15 เส้น ส่วนใบอ่อนจะเป็นสีแดง

ดอกของมังตาน ที่ปลายกิ่งและตามซอกใกล้ปลายกิ่ง ดอกจะออกทีละดอกหรือออกเป็นกระจุก ดอกมีกลิ่นหอมและมีสีขาวหรือสีขาวนวล แต่ละกลีบและกลีบรองมีห้ากลีบเท่ากัน กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็กและมีสีเขียวอ่อน รูปร่างกลีบค่อนข้างกลม โดยปกติกลีบล่างจะเล็กกว่ากลีบอื่นๆ เกสรตัวผู้สีเหลืองจำนวนมากงอกออกมาจากดอก เกสรตัวเมียมีขนาดเล็กเพียงตัวเดียว เมื่อบานเต็มที่ ดอกจะมีความกว้างประมาณ 2.5-3 ซม. และบานตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคม ดอกจะค่อยๆบานเป็นเวลาสองสัปดาห์ ดอกจะบานสองวัน และดอกมีกลิ่นหอมจะโปรยปรายตลอดทั้งวัน

ผลของมังตาน ผลค่อนข้างกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-3 ซม. เปลือกแข็งและเปลือกผลมีขนสีน้ำตาลเข้มคล้ายเส้นไหม เติบโตเป็นสีน้ำตาลเข้มและแยกออกเป็น 4-5 เส้นทาง แต่ละส่วนจะมี 4-5 เมล็ด การติดผลเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

สรรพคุณ เป็นทายาทของ มังตาน

  • หลังจากให้กำเนิดทารกใหม่ ดอกแห้งจะถูกนำไปแช่หรือต้มให้ผู้หญิงดื่มเป็นยารักษาโรคลมบ้าหมู (ดอกแห้ง)
  • คุณสมบัติลดไข้ได้มาจากรากและใบอ่อน (เหง้าและใบอ่อน)
  • ในอดีต ผู้คนใช้ประโยชน์จากต้นไม้และกิ่งก้านอ่อน นำไปต้มกับน้ำดื่มอุ่นๆ เป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ (ต้นไม้และกิ่งก้าน)
  • การต้มน้ำที่ได้จากพืชและกิ่งจะใช้ภายนอกเป็นยาหยอดหูที่ดีเยี่ยมสำหรับอาการปวดหู (ต้นไม้และกิ่ง)
  • ใบสดมีคุณสมบัติต้านอาการท้องร่วง (ใบสด)
  • Antihelmintic (เปลือก)
  • การรักษาโรคนิ่ว นำก้านและรากไปต้มในน้ำดื่ม (ต้นและราก)
  • มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดแผลเปื่อย (เปลือก)

ประโยชน์ของ มังตาน

  • เปลือกของต้นไม้มีพิษและใช้เป็นยาพิษของปลา โดยนำเปลือกเดิมที่สดมาทุบพอแตก แล้วจุ่มลงในน้ำบริเวณห้วยหนองคลองบึง ซึ่งเป็นพิษของปลาที่ทำให้ปลามึนเมาจึงจับได้ง่าย
  • เปลือกเป็นผง ใช้ปรุงแต่งกลิ่นธูปได้
  • เปลือกสีเทาใช้แต่งสีอาหาร
  • ไม้ที่มีสีน้ำตาลแดง มีเสี้ยนสีขาวละเอียดปรากฏอยู่ สามารถแปรรูปได้ ใช้สร้างโครงสร้างบ้านได้หลากหลาย ทั้งฝาผนัง แผ่นไม้ และงานช่างทั่วไป อย่างไรก็ตาม หลีกเลี่ยงการใช้ทำเตียง เพราะจะทำให้ระคายเคืองผิว ส่งผลให้ผิวหนังพุพองและเน่าเปื่อย
  • ชาวลัวะจะทำฟืนจากลำต้น ต้นของมังตาน ไม้จะใช้ทำฟืนสำหรับนึ่งเมี่ยง
  • นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกหอมน่ารัก

ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเปลือกไม้และไม้ หากสัมผัสกับผิวหนังจะมีอาการคัน